วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บทที่ 11 การดูแลรักษาและความปลอดภัยบนระบบเครือข่าย

การดูแลรักษาระบบเครือข่าย โดยพื้นฐานแล้วจะครอบคลุมเกี่ยวกับงานต่อไปนี้



1.การจัดเก็บสถิติการทำงานของเครื่องเซิร์ฟเวอร์
2.การตรวจสอบไวรัสคอมพิวเตอร์
3.การสำรองข้อมูล
4.การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน
5.การซ่อมบำรุง
6.การติดตามงานรับประกัน
มาตรการความปลอดภัยขั้นพื้นฐานบนระบบเครือข่าย ประกอบด้วย
1.ความปลอดภัยบนสภาพแวดล้อมภายนอก
2.ความปลอดภัยด้านการปฏิบัติงาน
3.การตรวจตราเฝ้าระวัง
4.การใช้รหัสผ่าน และระบบแสดงตัวตน
5.ระบบการตรวจสอบ
6.การกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึง
7.การป้องกันไวรัส

วิธีโจมตีระบบ บนระบบเครือข่ายสามารถถูกโจมตีได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
1.การโจมตีเพื่อเจาะระบบ
2.การโจมตีเพื่อปฏิเสธการให้บริการ
3.การโจมตีแบบไม่ระบุเป้าหมาย

ไฟร์วอลล์ ถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันผู้บุกรุกบนอินเทอร์เน็ต อุปกรณ์ไฟร์วอลล์อาจเป็นเร้าเตอร์เกตเวย์ หรือคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งซอฟแวร์ไฟร์วอลล์เพื่อนำมาใช้กับวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็ได้ โดยจะทำหน้าที่ ในการตรวจสอบ ติดตามแพ็ตเก็ตที่เข้าออกระบบเพื่อป้องกันการเข้าถึงเครือข่าย

บทที่ 10 เครือข่ายอินเตอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ต คือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่มหึมา ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายย่อยต่างๆ ที่เชื่อมโยงถึงกันทั่วโลก โดยมีทั้งคอมพิวเตอร์ระดับต่างๆ ที่เชื่อมโยงระหว่างกันภายใต้ชุดโพรโตคอลTCP/IP
หมายเลขไอพี (IPv4) จะถูกแบ่งออกเป็นคลาสต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยคลาสต่างๆ และภายในหมายเลขไอพีจะประกอบไปด้วย 3ฟิลด์หลักๆ ด้วยกันคือ ประเภทของคลาส หมายเลขเครือข่าย และหมายเลขโฮสต์



ไอพีคลาส A มีช่วงหมายเลขระหว่าง 0.0.0.0 ถึง 127.255.255.255

ไอพีคลาส B มีช่วงหมายเลขระหว่าง 128.0.0.0 ถึง 191.255.255.255

ไอพีคลาส C มีช่วงหมายเลขระหว่าง 192.0.0.0 ถึง 223.255.255.255


หมายเลขไอพีภายใน เป็นหมายเลขที่สามารถนำมาใช้บนเครือข่ายแลนที่เชื่อมต่อด้วยโพรโทคอล TCP/IP โดยไม่ต้องขอจดทะเบียนกับทาง ISP

ไอพีภายในของคลาส A ช่วงหมายเลขระหว่าง  0.0.0.0 ถึง 10.255.255.255
ไอพีภายในของคลาส B ช่วงหมายเลขระหว่าง  172.16.0.0  ถึง 172.31.255.255
ไอพีภายในของคลาส C ช่วงหมายเลขระหว่าง  192.168.0.0  ถึง 192.168.255.255

การใช้งานบริการบนอินเทอร์เน็ต ประกอบด้วย
- การบริการทางธุรกิจ                               -   การสนทนา
- การบริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์           -  เว็บแอปพลิเคชัน
- การบริการซอฟแวร์                                -  การบริการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์
- การค้นหาข้อมูล                                     -  สื่อสังคมออนไลน์
- กระดานข่าว

วิธีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต มีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน
1.การเชื่อมต่อแบบหมุนโทรศัพท์ (Dial - up)
2.การเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL)


3.การเชื่อมต่อผ่านสายเข่าความเร็วสูง (Leased Line)

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บทที่ 9 ทรัพยากรบนเครือข่าย

ทรัพยากรบนเครือข่าย ที่มักถูกนำมาแชร์ใช้งาน ได้แก่ โฟลเดอร์และเครื่องพิมพ์




สิทธิ์ในการเข้าถึงทรัพยากร จะได้รับการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึง ซึ่งสามารถตั้งค่าใช้งานได้ทั้งแบบเต็มสิทธิ์(Full Control) หรืออ่านได้อย่างเดียว

เครื่องพิมพ์ที่เปิดแชร์ใช้งานบนเครือข่าย สามารถบริการงานพิมพ์ให้กับลูกข่ายต่างๆได้แม้ว่าเครื่องพิมพ์จะไม่ได้เชื่อมต่อตรงกับเครื่องสั่งพิมพ์ก็ตาม


การแมปไดรฟ์ เป็นการจำลองโฟลเดอร์ที่เปิดแชร์บนเซิร์ฟเวอร์ ให้เป็นไดร์ฟไดร์ฟหนึ่ง


บทที่8 การวางแผนบัญชีผู้ใช้และการตั้งค่าเครื่องลูกข่ายเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับเซิร์ฟเวอร์

การวางแผนบัญชีผู้ใช้ เกี่ยวข้องกับการสร้างยูสเซอร์ และกลุ่มแผนกต่างๆขันมา จากนั้นจึงค่อยนำยูสเซอร์เข้าสังกัตแผนกที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการสิทธิ์ได้ง่ายขึ้น โดยเพียงกำหนดสิทธิ์ให้กับแผนก สิทธิ์เหล่านั้นก็จะส่งทอดไปยังยูสเซอร์ที่สังกัดแผนกนั้นๆ โดยอัตโนมัติ



การตั้งค่าเครื่องลูกข่าย เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์นั้น จะต้องกำหนดโดเมน พร้อมกับหมายถึงไอพี ซึ่งแต่ละเครื่องจะมีหมายเลขไอพีซ้ำกันไม่ได้




นอกจากผู้เข้าถึงต้องมีบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านแล้ว  ระบบยังสามารถกำหนดวันและเวลาล็อกอินโดยจะอนุญาตให้ผู้ใช้ล็อกอินเข้าสู่เคือข่ายภายใต้วันและเวลาที่กำหนดเท่านั้น รวมถึงยังสามารถกำหนดวันหมดอายุของบัญชีผู้ใช้รายนั้นๆด้วย

บทที่ 7 การติดตั้ง Active Directory

Active Directory เป็นศูนย์รวมของการบริหารจัดการเครือข่าย รวมถึงเป็นแหล่งรวมทรัพยากรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังมีส่วนการทำงานอยู่ 2 ส่วนด้วยกันคือ 

1.Active Directory Service


2.Active Directory Database



โดเมนทรี  (Domain tree)  คือกลุ่มของโดเมนที่อยู่ภายใต้ทรีเดียวกัน

ฟอเรสต์  (Forest)  คือกลุ่มของเมนทรี

ออบเจ็กต์  (Object) คือส่วนที่เล็กที่สุดของไดเร็กทอรี ได้แก่ บัญชีใช้ กลุ่มใช้ โฟลเดอร์ และ เครื่องพิมพ์ที่เปิดแชร์ โดยแต่ละออบเจ็กต์ก็จะมี  Attribute ที่ใช้กำหนดคุณสมบัติของออบเจ็กต์นั้นๆ

OU (Organization Unit) เป็นคอนเทนเนอร์ที่จัดเก็บออบเจ็กต์ต่างๆ ให้หมวดหมู่ เช่น การใช้ OU แทนหน่วยงานแผนกต่างๆ เป็นต้น

โดเมน (Domain) เป็นแหล่งรวมทรัพยากรต่างๆ เช่น บัญชีผู้ใช้ คอมพิวเตอร์ โฟลเดอร์และ เครื่องพิมพ์ที่เปิดแชร์ รวมถึงเครื่องเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ ที่มีอยู่ในเครือข่าย ด้วยการนำออบเจ็กต์เหล่านั้นมาเก็บอยู่ภายใต้โดเมนเดียวกัน

หน้าที่ของโดเมนคอนโทรลเลอร์

1.ตรวจสอบการล็อกอินและสิทธิ์ของยูสเซอร์ที่มีสิทธิ์ใช้ทรัพยากรบนเครื่องเซิร์ฟเวอร์
2.เป็นที่จัดเก็บและดูแล Active Directory Database ที่ให้บริการแก่ผู้บริหารระบบและยูสเซอร์
3.อัปเดต Active Directory Database บนโดเมนคอนโทรลเลอร์ทุกตัวที่อยู่ภายใต้โดเมนเดียวกัน

บทที่ 6 การติดตั้ง windows Server 2012

ระบบปฏิบัติการ windows Server 2012(R2) 

ประกอบด้วย  รุ่น ด้วยกัน คือ
1.Windows Server 2012 R2 Datacenter





2.Windows Server 2012 R2 Standard


3.Windows Server 2012 R2 Essentials


4. Windows Server 2012 R1 Foundation


สเปกขั้นต่ำของคอมพิวเตอร์ ที่สามารถนำมาติดตั้ง Windows Server 2012 R2 คือ

โปรเซสเซอร์ 64 บิต ความเร็ว 1.4 GHz ขึ้นไป
หน่วยความจำหลัก (RAM) ขั้นต่ำ 512 MB
ฮาร์ดดิสก์ความจุขั้นต่ำ 32 GB
การ์ดเครือข่าย (Gigabit Ethernet : 10/100/1000baseT)
เครื่องขับดีวีดีรอมทั่วไปที่สนับสนุน
คีย์บอร์ดและเมาส์ทั่วไปที่สนับสนุน
เครื่องขับดิสก์ ไม่จำเป็นต้องมี


วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Network Model

ISO เป็นองค์กรมาตรฐานสากลที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการกำหนดมาตรฐานระหว่าง ชาติ โดยแบบจำลอง OSI จัดเป็นมาตรฐานหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานสำหรับการสื่อสารบนเครือข่าย

แบบจำลอง OSI มีการแบ่งการทำงานออกเป็นลำดับชั้น ที่เรียกว่าชั้นสื่อสาร โดยมีทั้งสิ้น 7 ชั้นด้วยกันคือ





1.ชั้นสื่อสารทางการภาพ
Layer 1 (Physical Layer)

เป็นชั้นล่างสุดจะมีการกำหนดคุณสมบัติทางกายภาพของฮาร์ดแวร์ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่าง คอมพิวเตอร์ทั้งสองระบบ เช่น

สายที่ใช้รับส่งข้อมูลจะเป็นแบบไหน

2.ชั้นสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูล
Layer 2 (Data-Link Layer)

เป็นชั้นที่ทำหน้ากำหนดรูปแบบของการส่ง ข้อมูลข้าม Physical Network โดยใช้ Physical Address อ้างอิงที่อยู่ต้นทางและปลายทาง ซึ่งก็คือ MAC Address นั่นเอง รวมถึงทำการตรวจสอบและจัดการกับ error ในการรับส่งข้อมูล ข้อมูลที่ถูกส่งบน Layer 2 เราจะเรียกว่า Frame
ซึ่งบน Layer 2 ก็จะแบ่งเป็น LAN และ WAN ครับ
ซึ่ง ปัจจุบัน บน Layer 2 LAN เรานิยมใช้เทคโนโลยีแบบ Ethernet มากที่สุด ส่วน WAN ก็จะมีหลายแบบแตกต่างกันไป เช่น Lease Line (HDLC , PPP) , MPLS , 3G และอื่นๆ



สำหรับ LAN ยังมีการแบ่งย่อยออกเป็น 2 sublayers คือ

Logical Link Control (LLC)
IEEE 802.2 ซึ่งจะให้บริการกับ Layer ด้านบนในการเข้าใช้สัญญาณใน การรับ-ส่งข้อมูล ตามมาตรฐาน IEEE802 แล้ว จะอนุญาตให้สถาปัตยกรรมของ LAN ที่ต่างกันสามารถทำงานร่วมกันได้ หมายความว่า  Layer ด้านบนไม่จำเป็นต้องทราบว่า Physical Layer ใช้สายสัญญาณประเภทใดในการรับ-ส่งข้อมูล เพราะ LLC จะรับผิดชอบในการปรับ Frame ข้อมูลให้สามารถส่งไปได้ในสายสัญญาณประเภทนั้นได้ และไม่จำเป็นต้องสนใจว่าข้อมูลจะส่งผ่านเครือข่ายแบบไหน เช่น Ethernet , Token Ring บลาๆๆ และไม่จำเป็นต้องรู้ว่าการส่งผ่านข้อมูลใน Physical Layer จะใช้การรับส่งข้อมูล แบบใด LLC จะเป็นผู้จัดการเรื่องเหล่านี้ได้ทั้งหมดครับ

Media Access Control (MAC)
IEEE 802.3 ใช้ควบคุมการติดต่อสื่อสารกับ Layer 1 และรับผิดชอบในการรับ-ส่งข้อมูลให้สำเร็จและถูกต้อง โดยมีการระบุ MAC Address ของอุปกรณ์เครือข่าย ซึ่งใช้อ้างอิงในการส่งข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง เช่น
จาก ต้นทางส่งมาจาก MAC Address หมายเลข AAAA:AAAA:AAAA ส่งไปหาปลายทางหมายเลข BBBB:BBBB:BBBB เมื่อปลายทางได้รับข้อมูลก็จะรู้ว่าใครส่งมา เพื่อจะได้ตอบกลับไปถูกต้อง นั่นเอง





3.ชั้นสื่อสารควบคุมเครือข่าย
Layer 3 (Network Layer)


ทำหน้าที่ส่งข้อมูลข้ามเครือข่าย หรือ ข้าม network โดยส่งข้อมูลผ่าน Internet Protocol (IP) โดยมีการสร้างที่อยู่ขึ้นมา (Logical Address) เพื่อใช้อ้างอิงเวลาส่งข้อมูล เราเรียกว่า IP address ข้อมูลที่ถูกส่งมาจากต้นทาง เพื่อไปยังปลายทาง ที่ไม่ได้อยู่บนเครือข่ายเดียวกัน จำเป็นจะต้องพึ่งพาอุปกรณ์ที่ทำงานบน Layer 3 นั่นก็คือ Router หรือ Switch Layer 3 โดยใช้ Routing Protocol (OSPF , EIGRP) เพื่อหาเส้นทางและส่งข้อมูลนั้น (IP) ข้ามเครือข่ายไป




4.ชั้นสื่อสารเพื่อนำส่งข้อมูล
Layer 4 (Transport Layer)

ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับ Upper Layer ในการใช้งาน network services ต่างๆ หรือ Application ต่าง จากต้นทางไปยังปลายทาง (end-to-end connection) ในแต่ละ services ได้ โดยใช้ port number ในการส่งข้อมูลของ Layer 4 จะใช้งานผ่าน protocol 2 ตัว คือ TCP และ UDP



5.ชั้นสื่อสารควบคุมหน้าต่างสื่อสาร
Layer 5 (Session Layer)

ทำหน้าที่ควบคุมการเชื่อมต่อ session เพื่อติดต่อจากต้นทาง กับ ปลายทาง ลองดูจากรูปตัวอย่างเผื่อจะทำให้เข้าใจง่ายขึ้น



6.ชั้นสื่อสารนำเสนอข้อมูล
Layer 6 (Presentation Layer)

ทำหน้าที่ในการแปล หรือ นำเสนอ structure , format , coding ต่างๆของข้อมูลบน application ที่จะส่งจากต้นทางไปยังปลายทาง ให้อยู่ในรูปแบบที่ฝั่งต้นทางและปลายทาง สามารถเข้าใจได้ทั้ง 2 ฝั่ง


7.ชั้นสื่อสารประยุกต์

Layer 7 (Application Layer)

ทำหน้าที่ติดต่อระหว่างผู้ใช้ (user) กับ application ที่ใช้งานบนเครือข่าย เช่น Web Browser (HTTP) , FTP , Telnet เป็นต้น สรุปแล้วมันก็คือพวก application ที่ใช้งานผ่าน network นั่นเอง

แนวคิดของการแบ่งเป็นชั้นสื่อสาร  คือ
1.เพื่อลดความซับซ้อน ทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจ
2.เพื่อให้แต่ละชั้นสื่อสารมีบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน และแตกต่างกัน
3.เพื่อให้แต่ละชั้นสื่อสารปฏิบัติงานตามฟังก์ชั่นหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย และสอดคล้องกับ มาตรฐานสากล
4.จาก ขอบเขตความรับผิดชอบในแต่ละชั้นสื่อสาร ทำให้การสื่อสารเกิดความคล่องตัว และเพื่อเป็นการป้องกันกรณีเกิดการเปลี่ยนแปลงบนชั้นสื่อสารหนึ่งๆ แล้วส่งผลกระทบต่อชั้นสื่อสารอื่นๆ
5.จำนวน ชั้นสื่อสารจะต้องมีจำนวนมากเพียงพอ และเหมาะสมต่อการจำแนกหน้าที่การทำงานรให้กับแต่ละชั้นสื่อสาร และไม่ควรมีมากจนดูเทอะทะ เกินความจำเป็น

TCP/IP เป็นโพรโทคอลมาตราฐานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งแบบจำลอง TCP/IP ประกอบด้วยชั้นสื่อสารต่างๆ ดังนี้




1.ชั้นสื่อสารทางการภาพ
2.ชั้นสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูล
3.ชั้นสื่อสารควบคุมเครือข่าย
4.ชั้นสื่อสารเพื่อนำส่งข้อมูล
5.ชั้นสื่อสารควบคุมหน้าต่างสื่อสาร
6.ชั้นสื่อสารนำเสนอข้อมูล
7.ชั้นสื่อสารประยุกต์